บทความสอนหุ้น    ติดต่อเรา    หน้าแรก   
อันดับหุ้น

Technical

กราฟ day
อันดับหุ้นรายวัน 30 อันดับ
ราคาหุ้นขึ้นมากที่สุด ใน 1 สัปดาห์
ราคาหุ้นขึ้นมากที่สุด ใน 1 เดือน
ราคาหุ้นลงมากที่สุด ใน 1 สัปดาห์
ราคาหุ้นลงมากที่สุด ใน 1 เดือน
ราคาหุ้น break 100 วัน ขึ้น
ราคาหุ้น break 200 วัน ขึ้น
EMA 10 ตัด 50 ขึ้น
RSI Bullish Divergence
Bolinger Band บีบเข้าหากัน
กราฟ week
EMA 10 ตัด 50 ขึ้น
RSI Bullish Divergence
Bolinger Band บีบเข้าหากัน

Fundamental

หุ้นที่กำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 4 ปี
หุ้นที่ปันผล > 5%/ปี ต่อเนื่อง 4 ปี
 
 
 
 

หลักการลงทุนในตลาดหุ้น

มีคำกล่าวเรื่องหลักการลงทุนในตลาดหุ้นไว้ว่าการเล่นหุ้นก็เหมือนกับการค้าขาย

พยายามซื้อถูกแล้วไปขายแพง ฟังดูแล้วการเล่นหุ้นให้กำไร ก็ไม่น่าจะยากลำบากแต่อย่างใด

แต่พอเอาเข้าจริงๆ จะมีนักลงทุนสักกี่คนที่ทำได้ดังว่าจนประสบความสำเร็จได้กำไร และร่ำรวยขึ้นโดยเฉพาะนักลงทุนหน้าใหม่ที่ยังไม่เข้าใจตลาดหุ้นดีพอเห็นการเล่นหุ้นเหมือนการเล่นขายของคงได้กำไรง่ายๆแต่หลังจากเริ่มลงทุนไปได้สักระยะหนึ่งก็ชักจะรู้สึกว่าถูกหุ้นเล่น(งาน)แทนที่จะเล่นหุ้น ที่เคยมีคนบอกว่าเล่นหุ้นแล้วได้กำไรง่าย ชักไม่จริงดังว่า ยิ่งซื้อยิ่งติด ยิ่งซื้อยิ่งถูกลง แล้วจะทำอย่างไรดี



ในตำราฝรั่งซึ่งเป็นต้นแบบของการลงทุนในหุ้นมีแนวคิด หรือหลักการที่เสนอข้อคิดเกี่ยวกับการเล่นหุ้นไว้มากมายที่ล้วนน่าสนใจและก็ใช้ได้ผลดีพอควร ในที่นี้ผู้เขียนขอหยิบเอาจุดสำคัญที่น่าสนใจบางส่วนมาเล่าให้ฟังโดยเป็นประเด็นสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ทั้งหลายที่น่าจะ เก็บเอาไว้พิเคราะห์ดู ส่วนนักลงทุนที่ยังคลำเป้าไม่ค่อยเจอก็ลองฟังดูได้ไม่ผิดกติกาอะไร

1) กล่าวไว้ว่าอย่าคิดรวยเร็วแบบเปิดปุ๊ปติดปั๊บต้องใช้เวลา และความคิดก่อนที่จะเป็นนักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จ ซึ่งที่จริง ก็คือสัจธรรมของอาชีพการงานทั้งหลายจะประสบความสำเร็จต้องมีความอดทน และมีอุตสาหะในการเรียนรู้และพัฒนา ยิ่งรู้และเข้าใจตลาดหุ้นมากเท่าไร โอกาสสำเร็จก็สูง พลาดก็น้อย ไม่มีสูตรสำเร็จหรือทางลัดใด ๆ ในการเล่นหุ้น อย่าหวังรวยเร็ว

2) บอกว่าอย่าเริ่มลงทุนหากยังไม่มีเงินสะสมเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายนานเก้าเดือน เพราะการลงทุนใช่ว่าจะโชคดีสามารถทำกำไรได้ตั้งแต่วินาทีแรก หุ้นบางตัวซื้อแล้วต้องถือไว้สักระยะหนึ่ง จึงจะทำกำไรได้ และหากพลาดไปซื้อหุ้นที่ราคาตกลงแถมยังขายยากอีกต่างหากก็มีอยู่ไม่น้อย
ดังนั้นต้องมีเงินสำรองสำหรับใช้จ่ายให้นานเพียงพอระหว่างรอผลตอบแทนจากการลงทุน สำหรับคนที่มีเงินเดือนเป็นรายได้ประจำคงผ่านข้อนี้ไปได้

3) กล่าวถึงต้องรู้เป้าหมายของการลงทุนว่าต้องการอะไร ระหว่างผลตอบแทนแบบเงินได้ประจำ (INCOME) อาทิเช่น เงินปันผลหรือดอกเบี้ย หรือต้องการให้เงินลงทุนเติบโต (GROWTH) คือ ราคาหุ้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้เพื่อป้องกันความสับสนในการเลือกหุ้นที่จะลงทุน ตัวอย่างเช่น ต้องการให้เงินลงทุนงอกเงยเร็ว (เก็งกำไร) แต่กลับไปซื้อหุ้นประเภทที่ไม่ค่อยมีสภาพคล่อง ผลประกอบการดีพอควร จ่ายเงินปันผลสูง เป็นต้น ผลตอบแทนที่ได้ก็จะไม่ตรงกับเป้าหมายที่วางไว้แต่เดิม

4) ให้เริ่มต้นซื้อหุ้นของกิจการที่มีชื่อเสียง มีผลประกอบการในอดีตที่ดีหารายงานวิเคราะห์ได้ง่าย และซื้อง่ายขายคล่องหรือสรุป คือซื้อหุ้นบลูชิพเพราะไม่ว่าสภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร การถือหุ้นประเภทนี้ไว้ในระยะยาวก็ยังให้ผลตอบแทนเสมอ แม้จะไม่มากนัก แต่ความเสี่ยงในการลงทุนก็ต่ำกว่าหุ้นประเภทอื่น

5) หาเหตุผลสนับสนุนอย่างชัดแจ้งถึงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น ก่อนจะซื้อหุ้นตัวหนึ่งตัวใดเสมอ ไม่ยึดเอาความรู้สึกเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ เพราะราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นตามปัจจัยพื้นฐานของกิจการนั้น ๆ ทั้งในด้านของผลประกอบการ การทำกำไร แนวโน้มการเติบโตในอนาคตเป็นต้นแต่หุ้นจะไม่ขึ้นเพียงเพราะรู้สึกว่าอยากจะขึ้น

6) ไม่จำเป็นต้องซื้อขาย ปรับพอร์ทโฟลิโอบ่อย ๆ เพราะกำไรที่ควรได้จะสูญเสียไปกับค่าคอมมิชชั่น หากพิจารณาคัดเลือกหุ้นที่จะซื้อลงทุนได้แล้วควรถือหุ้นเก็บไว้นานสักระยะหนึ่งไม่ควรซื้อมาขายไปตลอดเวลา เพราะเป็นการเสียโอกาสในการทำกำไรแบบต่อเนื่อง เมื่อหุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้นทั้งกำไรที่ควรได้ส่วนหนึ่งถูกลดทอนไปกับค่าคอมมิชชั่นที่ต้องจ่ายไปในการซื้อขายทุกครั้ง

7) ให้กระจายความเสี่ยงการลงทุนไม่ควรลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวเดียว เพราะไม่มีบริษัทใดจะมีผลประกอบการดีอย่างต่อเนื่องทุกปีตลอดไป มีโอกาสที่เกิดอาการสะดุดจนกำไรหายไปบ้างในบางปีเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็ขอเสนอข้อคิดเห็นเพิ่มในข้อนี้ด้วยว่า ก็ไม่ควรกระจายความเสี่ยงมากจนเกินไป เพราะนักลงทุนบางท่านซื้อหุ้นเก็บไว้ในพอร์ทหลายสิบตัวในเวลาเดียวกัน ซึ่งทำให้ไม่สามารถติดตามราคาหุ้นและผลประกอบการได้ใกล้ชิดทุกตัว และหากเกิดสถานการณ์พลิกผันในตลาดหุ้น โอกาสที่จะขายเพื่อถือเงินสดจะทำได้ยาก ทำให้ติดหุ้น

8) ตั้งจุดขาดทุนสูงสุดไว้ในใจ เป็นข้อที่สำคัญเหมือนเบรคของรถยนต์ เพราะหากเลือกซื้อหุ้นผิด แล้วราคาตกลง ต้องกล้าตัดสินใจขายทิ้งเมื่อราคาหุ้นตกลงถึงจุดที่กำหนดไว้ อย่าเชื่อมั่นว่าหุ้นมีลงก็มีขึ้น เพราะมีหุ้นอยู่เป็นจำนวนมากที่ลงเป็นแต่ขึ้นไม่เป็น

9) เป็นส่วนเสริมจากข้อที่แปดคือต้องหาเหตุผลว่าทำไมราคาหุ้นตัวนั้นจึงปรับตัวลดลง โดยเฉพาะจากปัจจัยพื้นฐานทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นผลประกอบการ ปัญหาด้านธุรกิจ การจัดการการเงิน ฯลฯ ตลอดจนแนวโน้มในอนาคต เพื่อจะได้เก็บไว้เป็นประสบการณ์ไม่เสี่ยงซื้อหุ้นที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้นอีกในอนาคต

ข้อสุดท้าย ต้องมั่นค้นคว้าและอ่านบทความเกี่ยวกับการลงทุน และกลยุทธ์การลงทุนอยู่เสมอ เพราะกระแสการเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินนั้นรวดเร็วมากและเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คงจะเป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ได้พอสมควรโดยเฉพาะข้อสุดท้ายดูจะเป็นสิ่งประกันความสำเร็จได้ดีที่สุดตามหลักตำราพิชัยสงคราม รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

ที่มา : http://learners.in.th/blog/nattaporn2530/172731

 

©2014 sornhoon.com All right reserved.

สอนหุ้น (sornhoon) version 1.01
 
หุ้น สอนหุ้น วิเคราะห์กราฟ ลงทุนในหุ้น ปัจจัยทางเทคนิค

สงวนลิขสิทธิ์ © ข้อความ,ข้อมูล,บทความ และรูปภาพทั้งหมด ภายในเวบไซต์เห่งนี้ ยกเว้นที่มาจากตำราหรือเอกสารอ้างอิง มาจากอื่นๆ เป็นลิขสิทธิ์© ของเวบไซต์ สอนหุ้น.คอม (sornhoon.com) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ผู้ที่คัดลอก,แก้ไขดัดแปลง,ลอกเลียน หรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะมีความผิดตามกฎหมาย นโยบายและข้อตกลง